บ้านที่เราอยู่ปัจจุบันนี่มันก็ไม่ใช่บ้านเกิดของเราหรอกนะ บ้านเกิดเนี่ย… สถานที่มันเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อน เรื่องผีผู้หญิงข้างหน้าต่างก็เหตุเกิดที่บ้านหลังเก่านี่แหล่ะค่ะ แล้วแถมบ้านเก่ามันก็อยู่ห่างจากบ้า่นหลังใหม่มากๆๆๆๆๆ ห๊างงงงงห่างงงงงง ห่างชนิดที่เดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบ้่านหลังใหม่แล้วล่้ะ (แล้วย้ายบ้่านทะไมเนี่ย<<<มีที่มาของการย้ายบ้านเหมือนกัน แต่วันหลังค่อยเล่าล่ะกัน)
บ้านที่ย้ายมาใหม่ (คือบ้่านหลังปัจจุบัน) มันเป็นโรงเรียนสอนรำอ่า….นะคะ ก็เลยเป็นตึกหญ่ายๆ มี 4 ชั้น อันนี้เรียกกันว่าบ้านโรงเรียน (บ้านหลังเก่าเรียกบ้านพิชัยหรือบ้านคุณย่า<<เพราะคุณย่าอยู่บ้านหลังนั้นจนกระทั่ง Death เลย) ก่อนหน้าที่คุณย่าจะเดธ พี่สาวคุณย่าชื่อป้าทรัพย์ก็เดธไปตั้งแต่สมัยที่เรายังไม่เกิด พอเราเกิดมาตอนเด็กๆ ก็ยังเห็นแกมาแอบยืนดูเราเล่นอยู่บ้าง แต่ตอนเด็กๆ โง่ไง ไม่นึกว่าเป็นผี ปัจจุบันขายบ้านหลังนั้นไปล่ะ ปีก่อนจะขายบ้าน คุณย่าป่วยเป็นโรคชรานอนหลงลืมช่วยตัวเองไม่ได้มาหลายปี แต่อยู่วันหนึ่งตอนทำบุญบ้านก็ลุกพรวดมาโวยวายคุยกับลูกๆ หลานๆ ไปๆ มาๆ นั่น บ่ ใจ๋ ย่าเฮาหรอกเน้อ~ เป็นผีป้าทรัพย์ต่างหาก มาสิงน้องสาวตัวเองปลอมตัวเป็นคุณย่าซะงั้นเลย เนื่องจากตรงนั้นที่แรง เป็นเขตป่าช้าเก่า (แถมอยู่ตรงทางสามแพร่งเปะๆ อีกต่างหาก ) ก็เลยจะมีเหตุอะไรประมาณนี้ให้พบเจออยู่บ่อยๆ ล่ะค่ะ แต่ปัจจุบันคนที่ซื้อบ้านต่อเอาไปเปิดกิจการบาร์เบียร์แล้วเรียบร้อย ซึ่งเป็นอะไรที่รุ่งมาก เพราะผีขี้เมาเยอะมากมาย เออ…ถือว่าเปิดกิจการได้ถูกโฉลกกับที่ดี อิ อิ
เฮ้ย!! แต่เราไม่ได้จะเล่าเรื่องบ้านป่าช้าเก่าของเรานี่ฟ่า!! กลับมาที่เรื่องผีในโรงเรียนสอนรำก่อน… คือแบบที่บ้านโรงเรียนที่ย้ายมาใหม่ (เฮี้ยนไม่แพ้บ้านเก่า) ตอนเด็กๆ อยากจะบอกว่าน่ากลัวมาก (เคยกลัวผีมาก่อนเหมือนกานนนน โฮะๆๆ) โดยเฉพาะชั้นสองซึ่งแต่ก่อนเป็นชั้นที่ใช้ประกอบพิธีไหว้ครู (ไหว้ครูนาฏศิลป์ ที่บ้านสอนรำเลยจัดกันทุกปี ตอนนี้ย้ายไปจัดชั้น 1 แระ) มันเป็นอะไรที่ทั้งหลอนทั้งเงียบ เพราะไม่มีคนอยู่เลย<<<แบบว่ามันเป็นโรงเรียน แต่ก่อนไม่มีคนอยู่ที่นั่นเลย ญาติๆ ก็ไปอยู่บ้านอื่นกันหมด คุณย่าคุณอาอยู่บ้านพิชัย คุณป้าอยู่บ้่านชลนิเวศน์ คุณอาอยู่ดอนเมือง เพราะงั้นพอเราย้ายจากบ้านคุณย่ามาอยู่ที่นี่มันก็เลย…..
เป็นครอบครัวเดียวของตึกทั้งตึก หึ หึ หึ
อย่างที่บอกว่าบ้านโรงเรียนนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นโรงเรียนสอนรำจริงๆ ในแต่ละชั้นไม่มีอะไรมาก เป็นห้องโล่งๆ อย่างเดียว ชั้น 4 ที่เราอยู่แล้วมีแยกเป็นห้องๆ อันนี้ต่อเติมกันที่หลัง แต่ตอนที่ย้ายเข้ามาใหม่ๆ ชั้น 4 มีห้องกั้นอยู่ไม่กี่ห้อง หนึ่งในนั้นเรียกว่า ‘ห้องเครื่อง’ ว่าซะหรูแต่บอกก่อนว่าไม่ใช่ห้องเครื่องยนต์หรือราชาศัพท์เป็นห้องครัวอะไรของวังไหนหรอกนะ ตรงตัวตามคำเรียก ‘ห้องเครือง’ เป็นห้องเก็บเครื่องละคร ของที่เก็บอยู่ในห้องนั้นก็ตามชื่อ คือเครื่องละครรำ ชุดละคร กลองยาว หัวโขน (เหล่านาฏศิลป์เรียกกันว่า ศีรษะครู) หุ่นละคร ฯลฯ (แล้วตอนหลังไอ้หนักนักเอาไหมมันก็ตามเข้ามาอยู่ในห้องนั้นจนถึงปัจจุบันนี้ เราก็เลยย้ายห้องหนีมันนี่แหล่ะ)
ก็ลองจินตาการถึงสิ่งของในห้องเครื่องที่ร่ายไปแต่ละอย่าง แล้วยังของเหล่านี้มาอยู่รวมกันมากๆ (รวมไอ้เจ้าหนักเอาไหมคู่กรณีเก่าด้วย-*-) บรรยกาศมืดๆ อืมๆ ทั้งกลางวันและกลางคืนของห้องเครื่อง ศีรษะครู หัวโขนงามๆ ฝีมือลุงชิดในตำนาน (<<ลุงชิดเป็นช่างทำหัวโขนเก่าแก่ที่เทพมากเลยค่ะ หัวโขนที่ครูชิดทำเกิ็บไว้เป็นสิบๆ ปีมอดก็ยังไม่กิน แถมลายพู่กันแบบว่า…ละเอียดขั้นเทพสุดๆ เสียดายที่แกเสียไปแล้ว ปัจจุบันหาช่างฝีมือระดับลุงชิดนี่ไม่มีเลย เสียดายฝีมือมากๆ) เอ้า!! นอกเรื่องอีกล่ะ เอาเป็นว่าลองจิ้นถึงบรรยากาศที่ทั้งมืด ทั้งขลัง คิดดูแล้วกันว่ามันน่า Horror ขนาดไหน แล้วก็ห้องนี้นี่ล่ะค่ะ… ห้องนอนของข้าพเจ้าเอง 555555 ใครมาเจอมีแต่คนถามว่านอนเข้าไปได้ยังไงเนี่ย (โธ่… ก็ตอนนั้นสถานการณ์มันบังคับนี่<<ไม่มีห้องอยู่ไง แต่ตอนนี้ย้ายห้องแระ)
พอย้ายมาบ้านโรงเรียนนี่ยิ่งไม่ปกติกว่าบ้านพิชัยหลายเท่า (อันนั้นอย่างที่ว่า เป็นป่าช้าเก่า เจอผีบ่อยมาก แต่ที่นี่ก็ไม่แพ้กันเลย) ทั้งๆ ที่ตั้งอยู่ในย่านที่มีอาชญากรรมเยอะ บ้านอื่นๆ ในละแวกนี้เจอขโมยขึ้นบ้านเกือบหมด บ้างทีก็มีกระชากกระเป๋า วิ่งราวสร้อย ยิงกันหน้าบ้านกลางวันแสกๆ อยู่แค่หน้าโรงเรียนนี้เอง แต่ที่บ้านโรงเรียนกลับไม่มีขโมยขึ้นเลย สอบสวนสาเหตุกันไปๆ มาๆ เป็นเรื่องที่คนอยู่ไม่เคยเจอ แต่คนในละแวกนี้เจอมาเกือบหมด!! เริ่มจากอดีต (ที่เฮี้ยนกว่าปัจจุบัน) คือบ้านโรงเรียนนี้จะอยู่ใกล้กับกรมทหาร ที่รู้สาเหตุเรื่องไม่มีขโมยขึ้นก็เพราะว่าทหารที่กรมนั่นล่ะค่ะ อยู่ๆ ก็มาถามว่า
“ที่โรงเรียนนี้ไม่หลับไม่นอนกันหรือไง เล่นโขนกันทั้งคืนเลย”
ถามมาได้ ใครที่ไหนจะบ้าบอเล่นโขนกลางค่ำคืนกลางคืนโดยไม่มีคนดูกันเล่า! (เรื่องนี้ยัยพี่เราที่เป็นดาราเคยเอาไปเล่าออกรายการพี่ป๋องด้วยล่ะ ตอนนั้นยกกองมาถ่ายทำเหตุการณ์จำลองที่บ้านเราเลย)
อ่ะนะจริงๆ ที่บ้านโรงเรียนนี่พอสักหกโมง หนึ่งทุ่ม เด็กนักเรียนกลับบ้านหมดแล้วมันเงียบยิ่งกว่าป่าช้าซะอีกอ่ะ น่ากลัวถึงขนาดแต่ก่อนเราไม่กล้าอยู่ชั้นล่างตอนมืดๆ เลยด้วยซ้ำ (แต่ก่อนตอนที่ยังรู้จักว่าต้องกลัวผี << หนักนักเอาไหมมันยังสั่งสอนมาไม่ดี 555)
ซึ่งก็มีเรื่องราวคนเห็นเหตุการณ์อะไรแบบนี้บ่อยมากกับที่บ้านโรงเรียน บ้างครั้งร้านซักรีดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็มาบอกว่าเห็นผู้หญิงห่มสไบสีทองเดินไปมาอยู่แถวสนามในตอนกลางคืน
ซึ่งก็มีเรื่องราวคนเห็นเหตุการณ์อะไรแบบนี้บ่อยมากกับที่บ้านโรงเรียน บ้างครั้งร้านซักรีดที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็มาบอกว่าเห็นผู้หญิงห่มสไบสีทองเดินไปมาอยู่แถวสนามในตอนกลางคืน
แต่ก่อนฟังก็ไม่ได้อะไรหรอกนะ เพราะมีบางครั้งบางคราเหมือนกันที่เราทำตัวเป็นผีซะเอง 555 ไม่ใช่ไรหรอก มีคนเขาให้ช่วยไปรำแสดงงานกลางคืนให้ รำเสร็จกลับบ้านมาสามทุ่มสี่ทุ่มก็กลับมาทั้งชุดไทยสไบปลิวแล้วเดินไปมาอยู่ในบ้านตัวเองนั่นแหล่ะ 5555
อันนี้หมายถึงผีของปลอมนะ (เราเอง 555+) ก็คิอว่าคนเขาตาฝาด จินตนาการโอเวอร์หรืออะไรกัน แต่ตอนหลังพอเริ่มเห็นผีได้เป็นปกติ เราก็เห็นว่าพระภูมิท่านมีบริวารอยู่เยอะล่ะ แต่มีอยู่คนหนึุ่่งเป็นผู้หญิงสวยๆ ห่มสไบผ้าพริ้วๆ สีทอง ไม่รู้จักชื่อ (ไม่เคยถาม) ก็เรียกเค้าว่าพี่สไบทอง เธอก็คอยเดินไปเดินมาตรวจตราดูแลบ้านเรือนให้ตลอด ตอนกลางคืนอ่ะนะ จะออกไปเดินแถวหน้าบ้านทุกคืน ก็ไม่น่าเชื่อหรอกนะว่าจะโชว์ตัวให้คนอื่นเห็นได้ด้วย แต่ก็มีคนเห็นเอามาเล่าให้เจ้าของบ้านฟังด้วยสิ 5555
ทีนี้ เรื่องของคุณพี่สไบทองนั้นมีอยู่วันหนึ่ง น้องที่อยู่บ้านติดกัน (ตอนเด็กๆ สนิทกัน ปัจจุบันน้องติดยาลดความอ้วน เอาแต่ร้องกรี๊ดๆ คุยกันไม่รู้เรื่องซะแระ) อยู่ๆ ก็วิ่งเข้ามาในบ้านเล่าให้ฟังว่า
“เมื่อคืนหนูได้ยินเสียงหมาบ้านพี่เห่า ชะโงกหน้าลงมามองเห็นแถวๆ ต้นมะม่วงมีชายสไบสีทองพรึ่บๆ พั่บๆ อยู่ หนูพยายามดูว่าใคร แต่พอพี่วิ่งออกมาดูหมาก็เหมือนเป็นคนห่มสไบแต่เดินหายเข้าไปในพุ่มไม้ ดูไม่ทันเลยไม่รู้ว่าใคร” แล้วน้องก็จบด้วยคำถามว่า
“เป็นใครเหรอคะพี่?”
ที่น้องถามมาว่าเป็นใคร เพราะคุณน้องอยากจะให้แน่ใจว่าเป็นลูกศิษย์หรือใครในโรงเรียนที่ไปรำออกงานที่ไหนรึเปล่า เพราะมีหลายครั้งที่ รร. รับงานนอก เอาเด็กไปรำโชว์ กลับมาถึงถ้ายังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อจะห่มสไบแต่งชุดไทยมันก็ไม่แปลก (อย่างที่เล่า เราก็ทำบ่อยๆ 555) แต่ทว่า…
ณ คืนนั้น ความจริงที่หมามันเห่าไม่ใช่เพราะใครไปรำออกงานแล้วกลับมาดึกๆ ดื่นๆ หรืออะไร คืนนั้นไม่มีงาน ที่หมาเห่าคาดว่าเป็นเพราะเห่าลูกแมว เราเป็นองครักษ์พิทักษ์แมว กลัวลูกแมวโดน มคปด. ก็รีบวิ่งลงมาดูว่าหมาจะกัดแมวเรารึเปล่า ซึ่งก็ไม่มีอะไร แมวก็ไม่เห็น เออ….ก็เลยเพิ่งจะรู้จากน้องเขานี่แหล่ะว่าที่หมาเห่าเมื่อคืนจริงๆ แล้วสงสัยมันจะเห่าคุณพี่สไบทองแน่ๆ เลย
ปล.แต่ความจริงว่าพี่สไบทองเป็นใคร หรือว่าน้องเขาเห็นอะไรนี่ไม่ได้ตอบเขาไปหรอกนะ เราหัวเราะทำเป็นเนียนไปคุยเรื่องอื่น สาเหตุเพราะคุณน้องอยู่บ้านติดกัน แค่นี้บ้านเราก็หลอนจะแย่ เลยตัดสินใจไม่บอกความจริงไปดีกว่า 55555555

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น