ลินดาและบ้านร้างในป่ามืด

บ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ที่ปลายสุดของหมู่บ้านเล็กๆ ในชนบท บ้านนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายปีจนดูโทรมและเต็มไปด้วยต้นไม้ป่าที่ขึ้นสูงเต็มรอบๆ ตัวบ้าน คนในหมู่บ้านมักพูดถึงมันด้วยความหวาดกลัวและเล่าขานเรื่องราวเกี่ยวกับวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในนั้น

เมื่อหลายสิบปีก่อน ครอบครัวหนึ่งย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านนี้ พวกเขาประกอบด้วยพ่อ แม่ และลูกสาววัยเพียงห้าขวบชื่อ "ลินดา" ลินดาเป็นเด็กสาวที่น่ารักและขี้เล่น แต่คืนหนึ่งเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น ลินดาหายตัวไปอย่างลึกลับ

พ่อแม่ของลินดาพยายามหาลูกสาวทุกที่ แต่กลับพบเพียงตุ๊กตาเก่าๆ ของลินดาวางอยู่หน้าบ้าน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เสียงหัวเราะของลินดาก็ดังขึ้นในยามค่ำคืน ทุกคืนคนในหมู่บ้านจะได้ยินเสียงหัวเราะใสๆ แต่กลับแฝงไปด้วยความสยองขวัญ

ในคืนหนึ่ง กลุ่มวัยรุ่นสี่คนจากในหมู่บ้านตัดสินใจพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับบ้านหลังนั้น พวกเขาได้แก่ อาร์ท น้อย ส้ม และบอย พวกเขาเริ่มต้นการผจญภัยในคืนที่พระจันทร์เต็มดวง แสงจันทร์ทำให้บ้านร้างนั้นดูเหมือนมีชีวิตขึ้นมา

เมื่อทั้งสี่คนเดินเข้าไปในบ้าน พวกเขาสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นที่แปลกประหลาดและเงามืดที่เหมือนเคลื่อนไหวได้ ภายในบ้านมีบรรยากาศที่น่าขนลุก เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ที่ถูกปกคลุมด้วยฝุ่นและหยากไย่ทำให้บ้านดูเหมือนถูกทิ้งร้างมานานหลายสิบปี

จู่ๆ เสียงหัวเราะของเด็กสาวก็ดังขึ้น ทั้งสี่คนต่างตกใจและมองหน้ากันอย่างหวาดกลัว "นั่นเสียงอะไร?" ส้มถามด้วยเสียงสั่น "มันคือเสียงของลินดา" อาร์ทตอบ

พวกเขาตัดสินใจเดินตามเสียงหัวเราะนั้นไป จนกระทั่งมาถึงห้องหนึ่งที่มีตุ๊กตาเก่าๆ วางอยู่ตรงกลางห้อง ทันใดนั้น ตุ๊กตาก็ขยับตัวและลุกขึ้นมายืนทำให้ทั้งสี่คนต้องกรีดร้องด้วยความกลัว

ตุ๊กตาพูดด้วยเสียงแหลมสูง "พวกเธอมาทำไมที่นี่?" เสียงนั้นทำให้ทั้งสี่คนถึงกับตัวแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับตัวได้ "เรามาที่นี่เพื่อพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับบ้านนี้" น้อยตอบด้วยเสียงสั่น

ตุ๊กตาหัวเราะ "พวกเธออยากรู้ความจริงงั้นหรือ? งั้นฟังให้ดี!" ทันใดนั้น แสงไฟในบ้านก็สว่างวาบขึ้นและปรากฏภาพของเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเล่นอยู่กับตุ๊กตา "นั่นคือลินดา" บอยพูด

ภาพนั้นเปลี่ยนไปเป็นภาพของพ่อแม่ลินดาที่กำลังหาตัวเธออย่างสิ้นหวัง ทันใดนั้นก็ปรากฏภาพของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ดูหน้าตาโหดร้าย เขาเข้ามาในบ้านและพาตัวลินดาไป ทิ้งให้พ่อแม่ของเธอร้องไห้อย่างเจ็บปวด

"ลินดาถูกฆ่าโดยชายคนนี้" ตุ๊กตาพูดต่อ "และเขาได้นำศพของเธอไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน"

ทั้งสี่คนรู้สึกถึงความเศร้าและโกรธเคืองที่ถูกครอบงำ อาร์ทถาม "ทำไมคุณถึงบอกเรานี่?"

ตุ๊กตาตอบ "เพราะฉันต้องการความยุติธรรม ให้พ่อแม่ของลินดาได้รู้ความจริง และให้วิญญาณของลินดาได้พักผ่อนอย่างสงบ"

ทั้งสี่คนจึงตัดสินใจช่วยเหลือวิญญาณของลินดา พวกเขาไปที่ต้นไม้ใหญ่หลังบ้านและขุดหาจนพบซากศพของลินดาที่ถูกฝังไว้อย่างลึกลับ พวกเขาแจ้งตำรวจและทำพิธีศพให้ลินดาอย่างสมเกียรติ

เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เสียงหัวเราะของลินดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุข วิญญาณของลินดาได้ไปสู่ที่ชอบแล้ว

บ้านร้างนั้นกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง และคนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป ทั้งสี่คนได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความยุติธรรมและการช่วยเหลือกันในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัว

เรื่องราวของลินดากลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันต่อไปในหมู่บ้าน และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบางครั้ง ความกลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเห็น แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริงที่เราไม่เคยรู้

ในขณะที่เรื่องราวของลินดากลายเป็นตำนานเล่าขานในหมู่บ้าน มีคนหนึ่งที่ไม่สามารถหลุดพ้นจากความสงสัยในสิ่งที่เกิดขึ้น นั่นคือ "อัศวิน" เขาเป็นนักศึกษาปริญญาโทที่มีความสนใจในเรื่องราวเหนือธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน

วันหนึ่ง อัศวินตัดสินใจเดินทางไปที่หมู่บ้านนี้เพื่อค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านร้างและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขามาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่ายและเริ่มสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านเกี่ยวกับตำนานของลินดา แต่เขากลับพบว่าทุกคนต่างพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม อัศวินไม่ยอมแพ้ เขาได้พบกับคุณยายทองคำซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่รู้เรื่องราวของหมู่บ้านมากที่สุด คุณยายทองคำเล่าว่า "บ้านนั้นไม่ได้มีเพียงลินดาที่หายตัวไป แต่ยังมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกมากมาย ตั้งแต่การเห็นเงาประหลาด เสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน และการพบเจอวิญญาณที่น่ากลัว"

อัศวินฟังอย่างตั้งใจและรู้สึกถึงความหลอนที่แฝงอยู่ในคำพูดของคุณยายทองคำ เขาตัดสินใจว่าคืนนี้เขาจะเข้าไปในบ้านร้างเพื่อค้นหาความจริงด้วยตัวเอง

ในคืนที่มืดมิดและเงียบสงบ อัศวินเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นและเดินทางไปยังบ้านร้างที่ตั้งอยู่ปลายสุดของหมู่บ้าน เมื่อเขาเข้าไปในบ้าน ความหนาวเย็นและบรรยากาศที่น่ากลัวก็เข้ามาครอบงำ อัศวินเดินสำรวจภายในบ้านด้วยความระมัดระวัง เขาพบกับห้องต่างๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและเต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่

จู่ๆ เขาได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อเขา "อัศวิน...อัศวิน..." เสียงนั้นแผ่วเบาและเหมือนมาจากทุกทิศทาง อัศวินหันไปมองแต่ไม่พบใคร เขารู้สึกหวาดกลัวแต่ยังคงเดินหน้าต่อไป

เขามาถึงห้องหนึ่งที่มีตุ๊กตาเก่าๆ วางอยู่กลางห้อง ทันใดนั้นแสงไฟในห้องก็วาบขึ้นและเขาเห็นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเล่นกับตุ๊กตา "ลินดา..." อัศวินพึมพำ

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ปิดตัวเองเสียงดังและอัศวินถูกล้อมรอบด้วยเงามืดที่เคลื่อนไหวได้ เขาพยายามหนีแต่ไม่สามารถเปิดประตูออกได้ เสียงหัวเราะแหลมสูงดังก้องในห้อง "พวกเธอมาทำไมที่นี่?" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

อัศวินตอบด้วยเสียงสั่น "ผมมาที่นี่เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง "ความจริงงั้นหรือ? พวกเธออยากรู้ความจริงจริงๆ งั้นฟังให้ดี!" ทันใดนั้นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอดูเศร้าสร้อยและหวาดกลัว

ภาพนั้นเปลี่ยนไปเป็นภาพของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ดูหน้าตาโหดร้าย เขากำลังลากตัวลินดาไปที่ห้องใต้ดิน อัศวินรู้สึกถึงความโกรธเคืองและความเศร้าที่ถูกครอบงำ

"ลินดาถูกฆ่าโดยชายคนนี้" เสียงแหลมสูงพูดต่อ "และเขาได้นำศพของเธอไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน"

อัศวินรู้สึกถึงความจริงที่ถูกเปิดเผย เขาตัดสินใจว่าจะต้องช่วยเหลือวิญญาณของลินดาให้ได้ เขาเดินไปที่หลังบ้านและเริ่มขุดหาที่ต้นไม้ใหญ่ จนกระทั่งเขาพบซากศพของลินดาที่ถูกฝังไว้อย่างลึกลับ

เขาแจ้งตำรวจและทำพิธีศพให้ลินดาอย่างสมเกียรติ เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เสียงหัวเราะของลินดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุข วิญญาณของลินดาได้ไปสู่ที่ชอบแล้ว

บ้านร้างนั้นกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง และคนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป อัศวินได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความยุติธรรมและการช่วยเหลือกันในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัว

เรื่องราวของลินดาและการผจญภัยของอัศวินกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันต่อไปในหมู่บ้าน และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบางครั้ง ความกลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเห็น แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริงที่เราไม่เคยรู้

หมู่บ้านนี้กลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง แต่เรื่องราวของบ้านร้างนั้นยังคงถูกเล่าขานและเป็นตำนานที่ไม่มีวันจางหายไปจากความทรงจำของคนในหมู่บ้าน


หลายปีผ่านไป หมู่บ้านนี้กลับมาเป็นที่สนใจของนักวิจัยและนักเขียนที่มีความสนใจในเรื่องราวเหนือธรรมชาติและประวัติศาสตร์ของหมู่บ้าน อัศวินซึ่งตอนนี้กลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ก็ยังคงทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องราวนี้ต่อไป

เขาได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาในบ้านร้างและเรื่องราวของลินดา หนังสือของเขากลายเป็นที่นิยมและได้รับการตีพิมพ์ไปทั่วโลก ผู้คนมากมายต่างเข้ามาอ่านและได้รับรู้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังตำนานนี้

หนึ่งในนักวิจัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือของอัศวินคือ "เอมิลี" เธอเป็นนักวิจัยสาวที่มีความสนใจในเรื่องราวเหนือธรรมชาติและมีความใฝ่ฝันที่จะค้นหาความจริงที่ยังคงปกคลุมอยู่ในบ้านร้าง

เอมิลีตัดสินใจเดินทางไปที่หมู่บ้านนี้เพื่อค้นคว้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับบ้านร้างและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอมาถึงหมู่บ้านในช่วงบ่ายและเริ่มสัมภาษณ์คนในหมู่บ้านเกี่ยวกับตำนานของลินดา แต่เธอกลับพบว่าทุกคนต่างพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เอมิลีไม่ยอมแพ้ เธอได้พบกับคุณยายทองคำซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่รู้เรื่องราวของหมู่บ้านมากที่สุด คุณยายทองคำเล่าว่า "บ้านนั้นไม่ได้มีเพียงลินดาที่หายตัวไป แต่ยังมีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นอีกมากมาย ตั้งแต่การเห็นเงาประหลาด เสียงร้องไห้ในยามค่ำคืน และการพบเจอวิญญาณที่น่ากลัว"

เอมิลีฟังอย่างตั้งใจและรู้สึกถึงความหลอนที่แฝงอยู่ในคำพูดของคุณยายทองคำ เธอตัดสินใจว่าคืนนี้เธอจะเข้าไปในบ้านร้างเพื่อค้นหาความจริงด้วยตัวเอง

ในคืนที่มืดมิดและเงียบสงบ เอมิลีเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นและเดินทางไปยังบ้านร้างที่ตั้งอยู่ปลายสุดของหมู่บ้าน เมื่อเธอเข้าไปในบ้าน ความหนาวเย็นและบรรยากาศที่น่ากลัวก็เข้ามาครอบงำ เอมิลีเดินสำรวจภายในบ้านด้วยความระมัดระวัง เธอพบกับห้องต่างๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งร้างและเต็มไปด้วยฝุ่นหยากไย่

จู่ๆ เธอได้ยินเสียงกระซิบเรียกชื่อเธอ "เอมิลี...เอมิลี..." เสียงนั้นแผ่วเบาและเหมือนมาจากทุกทิศทาง เอมิลีหันไปมองแต่ไม่พบใคร เธอรู้สึกหวาดกลัวแต่ยังคงเดินหน้าต่อไป

เธอมาถึงห้องหนึ่งที่มีตุ๊กตาเก่าๆ วางอยู่กลางห้อง ทันใดนั้นแสงไฟในห้องก็วาบขึ้นและเธอเห็นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งกำลังเล่นกับตุ๊กตา "ลินดา..." เอมิลีพึมพำ

ทันใดนั้น ประตูห้องก็ปิดตัวเองเสียงดังและเอมิลีถูกล้อมรอบด้วยเงามืดที่เคลื่อนไหวได้ เธอพยายามหนีแต่ไม่สามารถเปิดประตูออกได้ เสียงหัวเราะแหลมสูงดังก้องในห้อง "พวกเธอมาทำไมที่นี่?" เสียงนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

เอมิลีตอบด้วยเสียงสั่น "ฉันมาที่นี่เพื่อค้นหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง "ความจริงงั้นหรือ? พวกเธออยากรู้ความจริงจริงๆ งั้นฟังให้ดี!" ทันใดนั้นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอดูเศร้าสร้อยและหวาดกลัว

ภาพนั้นเปลี่ยนไปเป็นภาพของชายแปลกหน้าคนหนึ่งที่ดูหน้าตาโหดร้าย เขากำลังลากตัวลินดาไปที่ห้องใต้ดิน เอมิลีรู้สึกถึงความโกรธเคืองและความเศร้าที่ถูกครอบงำ

"ลินดาถูกฆ่าโดยชายคนนี้" เสียงแหลมสูงพูดต่อ "และเขาได้นำศพของเธอไปฝังไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่หลังบ้าน"

เอมิลีรู้สึกถึงความจริงที่ถูกเปิดเผย เธอตัดสินใจว่าจะต้องช่วยเหลือวิญญาณของลินดาให้ได้ เธอเดินไปที่หลังบ้านและเริ่มขุดหาที่ต้นไม้ใหญ่ จนกระทั่งเธอพบซากศพของลินดาที่ถูกฝังไว้อย่างลึกลับ

เธอแจ้งตำรวจและทำพิธีศพให้ลินดาอย่างสมเกียรติ เมื่อพิธีเสร็จสิ้น เสียงหัวเราะของลินดาก็ดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความสุข วิญญาณของลินดาได้ไปสู่ที่ชอบแล้ว

บ้านร้างนั้นกลับมาสู่ความสงบอีกครั้ง และคนในหมู่บ้านก็ไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป เอมิลีได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของความยุติธรรมและการช่วยเหลือกันในยามที่ต้องเผชิญกับความกลัว

เรื่องราวของลินดาและการผจญภัยของเอมิลีกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันต่อไปในหมู่บ้าน และเป็นเครื่องเตือนใจให้คนในหมู่บ้านรู้ว่าบางครั้ง ความกลัวที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในสิ่งที่เราเห็น แต่เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังความจริงที่เราไม่เคยรู้


ปอปยายมั่น


ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย มีเรื่องราวลี้ลับที่ผู้คนในหมู่บ้านพูดถึงกันมานาน เรื่องราวนี้เกี่ยวกับ "ผีปอบ" ที่เชื่อกันว่ามีอยู่ในหมู่บ้านตั้งแต่สมัยโบราณ

ยายมั่นเป็นหญิงชราที่อาศัยอยู่คนเดียวในบ้านไม้เก่าริมแม่น้ำ ยายมั่นเป็นคนเงียบขรึมและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างรู้ดีว่าเธอมีความสามารถทางเวทมนตร์ และมีความลับที่ไม่ค่อยมีใครกล้าถามถึง

คืนหนึ่ง เมื่อพระจันทร์เต็มดวง ท้องฟ้ามืดครึ้มและลมพัดแรง เสียงหมาหอนดังก้องไปทั่วหมู่บ้าน ชาวบ้านรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล และเริ่มได้ยินเสียงประหลาด ๆ มาจากบ้านของยายมั่น บางคนเห็นแสงไฟวิบวับออกมาจากหน้าต่างที่ปิดสนิท

หนุ่มสาวในหมู่บ้านกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มที่ชอบท้าทายความเชื่อเก่าแก่ ตัดสินใจเดินทางไปที่บ้านยายมั่น พวกเขาแอบดูจากหน้าต่างและเห็นยายมั่นนั่งสมาธิอยู่หน้าแท่นบูชาที่เต็มไปด้วยเครื่องเซ่นไหว้ มีเสียงกระซิบกระซาบเป็นภาษาโบราณดังออกมาจากปากของยายมั่น

ทันใดนั้น เหล่าหนุ่มสาวก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนและเห็นเงาดำปรากฏขึ้นมาในห้อง พวกเขาตกใจและพยายามจะวิ่งหนี แต่ประตูบ้านของยายมั่นกลับเปิดออกอย่างแรง ยายมั่นเดินออกมาพร้อมกับสายตาที่เยือกเย็น

"พวกเจ้ามาทำอะไรที่นี่?" ยายมั่นถามเสียงเข้ม

หนุ่มสาวไม่กล้าตอบ แต่ความกลัวทำให้พวกเขาหันหลังวิ่งกลับไปที่บ้านของตน เมื่อถึงบ้าน พวกเขาก็พบว่ามีบางสิ่งติดตามพวกเขามา เงาดำนั้นกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่เงา มันเป็นร่างของหญิงสาวที่ดูโกรธเกรี้ยว

พวกเขารู้ทันทีว่านั่นคือผีปอบที่ยายมั่นเรียกขึ้นมาเพื่อข่มขวัญพวกเขา ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวบ้านไม่กล้าล่วงล้ำเข้าไปในบ้านของยายมั่นอีก และเรื่องราวของผีปอบก็กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานต่อกันไปเป็นรุ่นๆ เพื่อเตือนใจให้คนในหมู่บ้านเคารพและไม่ลบหลู่สิ่งที่ตนไม่รู้จัก

แมนชันหลอน

ก่อนอื่นผมขอแนะนำตัวก่อนละกันนะครับผมชื่อว่า ”ทด” ครับบ้านอยู่ปัตตานีครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อประมาณปีที่แล้วตอนนั้นผมได้เดินทางไปสอบที่จังหวัดสงขลาและได้ให้หลาน หาที่พักให้ผม และได้เป็นที่แมนชั่นแห่งนี้ตอนนั้นผมเดินทางไปถึงประมาณตอนบ่าย 3 โมง น่าจะได้แหละครับและได้ไปพบกับเจ้าของแมนชั่นแห่งนี้และเราก็พูดคุยกันและ ทางเจ้าของได้ให้กุญแจห้องผมมาแต่ผมจำหมายเลขห้องไม่ได้นะครับเพราะว่ามัน นานมากแล้วและตอนที่ผมกำลังจะเดินขึ้นไปยังห้องพักทางเจ้าของห้องก็ถามผม ขึ้นมาว่า “ทำไมมาพักคนเดียวหละเพื่อนไม่มาด้วยหรือ”

“ผี” ความเชื่อที่อยู่คู่กับคนไทย

ไทยแลนด์​ ดินแดนแห่งความเชื่อเรื่องภูตผี


อย่างที่คุณก็รู้ดีว่า หลายสิ่งหลายอย่างบนโลกนี้ ยังไม่สามารถรับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างเต็มร้อย “เรื่องผี” เอง ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ทุกกรณี

ผีในโรงเรียนสอนรำ!!


บ้านที่เราอยู่ปัจจุบันนี่มันก็ไม่ใช่บ้านเกิดของเราหรอกนะ บ้านเกิดเนี่ย… สถานที่มันเคยเป็นป่าช้าเก่ามาก่อน เรื่องผีผู้หญิงข้างหน้าต่างก็เหตุเกิดที่บ้านหลังเก่านี่แหล่ะค่ะ แล้วแถมบ้านเก่ามันก็อยู่ห่างจากบ้า่นหลังใหม่มากๆๆๆๆๆ ห๊างงงงงห่างงงงงง ห่างชนิดที่เดินไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงบ้่านหลังใหม่แล้วล่้ะ (แล้วย้ายบ้่านทะไมเนี่ย<<<มีที่มาของการย้ายบ้านเหมือนกัน แต่วันหลังค่อยเล่าล่ะกัน)